
แจกเคล็ดลับ สูตรทำกิมจิเกาหลี อร่อยง่ายทำได้ที่บ้าน
กิมจิ ถือว่าเป็นอาหารหลักของประเทศเกาหลีมานานนับร้อยปีแล้ว และชาวเกาหลีมักนิยมทำกิมจิเพื่อรับประทานกับอาหารในทุกๆ มื้อ ด้วยความที่กิมจินั้นมีทั้งความอร่อยและยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชาวเกาหลีจะชอบรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของผักธัญพืชและอาหารหมักดอง นอกจากนี้กิมจิยังส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านี้มีสุขภาพที่ดีขึ้นจากการบริโภคพืชผักที่มีประโยชน์อีกด้วย
การบริโภคและวิธีการทำกิมจิของชาวเกาหลีก็มีความแตกต่างออกไป ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลการค้นคว้าของนักโภชนาการพบว่า กิมจิมีมากกว่า 300 ชนิดที่ผลิตและบริโภคในหมู่ชนที่อาศัยอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี โดยเราสามารถแบ่งประเภทของกิมจิได้มากกว่า 1 รูปแบบ ซึ่งก่อนที่ทุกคนจะทราบถึงวิธีทำกิมจิแบบง่ายๆ ที่ใครๆก็สามารถทำกิมจิทานเองได้ที่บ้าน เราจะขอพาทุกคนไปรู้จักกับประเภท ชนิด รวมถึงประโยชน์และอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมสำหรับใช้ทำกิมจิให้ทุกคนได้ทราบกันก่อนค่ะ
สารบัญ
- การแบ่งประเภทกิมจิตามวัตถุดิบ
- การแบ่งประเภทกิมจิตามฤดูกาล
- ชนิดของกิมจิ
- ประโยชน์ของกิมจิ
- อุปกรณ์ที่ใช้ทำกิมจิ
- สูตรพร้อมวิธีทํากิมจิเกาหลี
- วิธีเก็บรักษากิมจิ
1. การแบ่งประเภทกิมจิตามวัตถุดิบ
การแบ่งประเภทกิมจิตามวัตถุดิบนั้นมีทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาหมักกิมจินั้นก็จะมีหลากหลาย เช่น เกลือ พริกแดง ปลาหมัก โดยที่แต่ละเภทก็จะใช้วัตถุดิบ หรือส่วนผสมกิมจิและวิธีหมักที่แตกต่างกันไป โดยแต่ละประเภทจะเป็นแบบไหนและเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง เรามาดูกันเลยค่ะ
ประเภทที่ 1 อัมชังเช (Omchangchae)
ผักดองที่หมักด้วยเกลือและพริกแดงเพื่อบริโภคในฤดูหนาว และเป็นกิมจิที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตด้วยการนําผักเข้าไปแช่ในน้ำหรือในน้ำต้มปลาหมึกเค็มก่อนที่จะนําไปหมัก อีกทั้งใช้เวลานานในการหมัก
ประเภทที่ 2 ชาเช (Chachae)
เป็นผักดองที่หมักด้วยเกลือและพริกแดงเพื่อบริโภคในฤดูหนาว ใช้เวลาไม่นานในการหมัก และต้องบริโภคทันทีหลังจากการหมักในช่วงเวลาสั้น ๆ
ประเภทที่ 3 เชเช (Chechae)
ผักที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วหมักด้วยปลาหมัก (คล้ายกะปิ) ขิง กระเทียม และน้ำส้ม ใช้เวลาไม่นานในการหมัก และต้องบริโภคทันทีหลังจากการหมักในช่วงเวลาสั้น ๆ
ประเภทที่ 4 โชเช (Chochae)
ผักทั้งหัวหมักกับปลาหมัก ขิง กระเทียม และน้ำส้ม ทําให้มีรสเค็มเปรี้ยวและเผ็ด ประเภทนี้ก็จะเหมือนกันประเภทที่ 2 และ 3 ที่จะใช้เวลาไม่นานในการหมัก และต้องบริโภคทันทีหลังจากการหมักในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นเดียวกัน
2. การแบ่งประเภทกิมจิตามฤดูกาล
หลังจากที่ทราบประเภทของกิมจิที่แบ่งตามวัตถุดิบกันไปแล้วนะคะ ต่อมาก็จะเป็นการแบ่งประเภทของกิมจิตามฤดูกาลกันบ้าง โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้
ประเภทที่ 1 กิมจิตามฤดูกาล
สำหรับกิมจิประเภทนี้ก็จะใช้ส่วนผสมกิมจิเป็นผักชนิดต่างๆ ตามฤดูกาลมาหมักในช่วงสั้นๆ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน ดังนั้น การใช้ชนิดของผักจึงแปรเปลี่ยนไปตามที่หาได้ในแต่ละฤดูและแต่ละท้องถิ่น เพราะผักทุกชนิดสามารถนํามาใช้ทํากิมจิได้ทั้งสิ้น
ประเภทที่ 2 กิมจิฤดูหนาว
ส่วนใหญ่ส่วนผสมกิมจิในฤดูหนาวจะใช้เป็นผักกาดขาวและหัวผักกาด ซึ่งใช้เวลาในการหมักเป็นเวลานาน แตกต่างจากการหมักกิมจิตามฤดูกาลที่ใช้เวลาแค่สั้นๆเท่านั้น
ชนิดของกิมจิ
และนอกจากกิมจิจะถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งตามวัตถุดิบหรือส่วนผสมกิมจิที่ใช้ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการแบ่งฤดูกาลสำหรับการทำกิมจิด้วย แต่ทุกคนรู้มั๊ยคะว่ากิมจิยังมีอีกหลายชนิดด้วยกัน โดยเราจะขอแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักชนิดของกิมจิเพิ่มมากขึ้น ดังนี้ค่ะ
แบชูกิมจิ (Baechu Kimchi)
สำหรับกิมจิชนิดแรกที่เราจะพาไปรู้จักนั่นก็คือ แบชูกิมจิ ซึ่งคนเกาหลีจะนิยมรับประทานกันเป็นอย่างมาก โดยมีผักกาดขาวเป็นส่วนผสมกิมจิ และยังถูกแบ่งเป็นกิมจิฤดูหนาวอีกด้วย โดยจะมีวิธีทำกิมจิด้วยการใช้ “โซ” หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือเครื่องยัดไส้ที่เราจะนำไปปั่น แล้วหลังจากนั้นก็ทาไปบริเวณผักกาดแต่ละชั้น ซึ่งจะช่วยทำให้กิมจิมีรสชาติที่เค็ม และฉ่ำน้ำนั่นเอง
นาบัคกิมจิ (Nabak Kimchi)
มาต่อกันที่นาบัคกิมจิ ซึ่งขอบอกเลยว่ากิมจิชนิดนี้สามารถหาทานได้ง่ายตลอดทั้งปีและทุกฤดูกาลเลยค่ะ โดยส่วมผสมกิมจิมาจากผักกาดขาว หัวไช้เท้าจีน และน้ำสต็อกกิมจิ นอกจากนี้ยังมีการใช้เกลือโรยลงไปที่ผักกาดขาว และหัวไช้เท้าจีนให้เท่าๆกัน เพื่อให้กิมจิมีรสชาติเค็มแบบพอดีๆ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป นอกจากนี้ยังมีการใช้ต้นหอมส่วนสีขาวที่ล้างสะอาดแล้ว และไม่มียางเหมือนบริเวณสีเขียวในการทำกิมจิอีกด้วยค่ะ
โออี โซบักกิ (OI Sobaki)
ถัดมาคือ โออี โซบักกิ จะเป็นกิมจิที่ชาวเกาหลีนิยมรับประทานมากในช่วงฤดูร้อนหรือช่วงฤดูใบไม้ผลิ มีส่วนผสมกิมจิเป็นแตงกวายัดไส้ โดยควรจะล้างแตงกวาด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยให้แตงกวาคงความสดกรอบภายในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งความสดกรอบรวมถึงน้ำที่อยู่ภายในเนื้อแตงกวาจะช่วยทำให้ผู้ที่รับประทานกิมจิชนิดนี้เกิดความสดชื่นมากขึ้น แต่สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะทำกิมจิโออี โซบักกิ คือควรทำเอาไว้รับประทานแต่พอดีนะคะไม่ควรทำทีละเยอะๆ เนื่องจากว่ากิมจิชนิดนี้จะเสียและเปรี้ยวได้ง่ายมากๆ
กั๊กดูกิ (Kkadugi)
มาถึงกิมจิชนิดสุดท้ายที่เราขอพูดถึง นั่นก็คือกั๊กดูกิ ซึ่งมีส่วนผสมกิมจิจากหัวไช้เท้า ซึ่งที่เกาหลีสามารถหาหัวไช้เท้ามาทำได้ง่ายมากๆเลยเนื่องจากว่ามีให้บริโภคกันเกือบตลอดทั้งปี และยิ่งถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวนั้นหัวไช้เท้าก็จะยิ่งมีรสชาติที่หวาน เนื้อแน่นเป็นพิเศษอีกด้วย และหากใครที่อยากให้กั๊กดูกิมีรสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น ก็สามารถใช้สูตรทำกิมจิเกาหลี ด้วยการนำส่วนที่เป็นใบสีเขียวของหัวไช้เท้า ต้นหอม ตังฉ่าย และเปลือกบริเวณใบด้านนอกของผักกาดขาวกับกุ้งหมัก เนื่องจากวิธีการหมักกิมจิแบบนี้ จะช่วยให้กั๊กดูกิมีสีและกลิ่นที่เข้มข้นกว่ากิมจิชนิดที่ใช้ปลาหมักนั่นเอง แต่ถึงอย่างไรแล้วกิมจิชนิดนี้ก็เสียได้ง่ายด้วยเช่นกัน
ประโยชน์ของกิมจิ
อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าส่วนผสมกิมจินั้นทำมาจากพืชผัก หรือหมักกับเนื้อสัตว์บางชนิด โดยผ่านกระบวนการหมักดองและมีวิธีทำกิมจิที่สะอาดและถูกตามหลักอนามัย จะทำให้กิมจินั้นอุดมไปด้วยสารอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการมากมายที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับร่างกายของเรา ดังนี้
1) เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ภายในกิมจิที่ผ่านการหมักดองมาแล้ว จะก่อให้เกิดเป็นแล็กโทบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งอยู่ในกลุ่มของแบคทีเรียกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์และยังทำให้กิมจิมีรสชาติที่เปรี้ยวนั่นเอง โดยกรดแลคติกนั้นมีหน้าที่ป้องกันโรคได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน หรือมะเร็งในกระเพราะ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกายให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
2) ระบบย่อยอาหาร
สารอาหารที่อยู่ภายในกิมจิอย่างแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ช่วยเสริมสร้างให้ระบบย่อยภายในร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น และน้ำจากผักชนิดต่างๆหรือเกลือในกิมจิก็มีประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากช่วยชำระล้างลำไส้ของเราให้สะอาดขึ้น รวมไปถึงกากใยของผักกาดขาวที่เป็นส่วนผสมกิมจิสามารถช่วยย่อยอาหารให้ผ่านสำไส้ไปได้อย่างง่ายดาย จึงไม่ทำให้เราเกิดอาหารท้องผูก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้
3) แคลอรี่ต่ำ
สำหรับส่วนผสมกิมจิที่ถึงแม้จะมีหลากหลายชนิด แต่ล้วนทำมาจากพืชผักหรือเนื้อสัตว์ที่มีแคลอรี่ต่ำทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีปริมาณน้ำตาลที่ค่อนข้างน้อยด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกเลย ที่ทำให้คนรักสุขภาพหลายๆคนจะชอบทำกิมจิเอาไว้รับประทานเองที่บ้าน เพราะว่าได้ทั้งรสชาติที่อร่อยแถมมีแคลอรี่น้อยทานได้ไม่อ้วนอีกด้วย
4) คอลเลสเตอรอลในเลือด
นอกจากส่วนผสมกิมจิหลักๆอย่างผักกาดขาวที่ช่วยในการย่อยอาหารของลำไส้แล้ว ก็ยังมีพริกกับกระเทียมที่เราเอาไว้หมักกิมจิที่มีประโยชน์ไม่แพ้กัน เพราะสามารถช่วยป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของเลือด และช่วยลดคลอเรสโครอลที่อยู่ภายในร่างกายของเราได้
อุปกรณ์ที่ใช้ทำกิมจิ
และก่อนที่เราจะไปแนะนำถึงวิธีทำกิมจิแบบง่ายๆ ให้ทุกคนลองไปทำตามกัน อันดับแรกที่คุณต้องรู้ก่อนเลยก็คือ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำกิมจินั้นควรจะมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้เตรียมหาของกันให้พร้อมก่อนลงมือทำค่ะ โดยมีอุปกรณ์สำหรับใช้ทำกิมจิ ดังนี้
1. กะละมัง
ในส่วนของอุปกรณ์เบื้องต้นที่จำเป็นต้องมี ก็จะเป็นกะละมังที่ใช้สำหรับเตรียมใส่ส่วนผสมกิมจิ อย่างพวกพืชผักชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะใส่ผักเอาไว้ในกะละมังเพื่อล้างน้ำสะอาด หรือใส่ผักที่หั่นเสร็จแล้วรอที่จะนำไปหมักกิมจิต่อ หรือจะมีไว้สำหรับคลุกเคล้าให้ส่วนผสมกิมจิทั้งหมดเข้ากันก็ได้ บอกเลยว่ากะละมังถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากๆเลยค่ะ
2. มีด
สำหรับอุปกรณ์ถัดมา เชื่อว่าในครัวของหลายๆบ้านต้องมีติดเอาไว้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ “มีด” โดยเราสามารถใช้มีดมาช่วยในการหั่น ตัดส่วนผสมกิมจิ อย่างผักกาดขาว หัวไช้เท้า ต้นหอม หรืออื่นๆให้มีขนาดเล็ก หรือตัดบริเวณส่วนที่ต้องการใช้สำหรับนำมาทำกิมจิให้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้น
3. กล่องพลาสติก
สำหรับกล่องพลาสติกก็เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการทำกิมจิเช่นกันค่ะ เนื่องจากว่าเรานำมาใช้ในการหมักกิมจิให้ได้รสชาติที่ดี ซึ่งควรเลือกใช้กล่องพลาสติกถนอมอาหารที่มีคุณภาพจาก Super Lock ปราศจากสารก่อมะเร็ง (BPA Free) และมีเทคโนโลยีไมโครแบนที่จะช่วยยับยั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สามารถเก็บกิมจิที่หมักไว้ให้ปลอดภัยจากเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีพิเศษล็อก 2 ชั้น ทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ จึงช่วยถนอมกิมจิที่เก็บเอาไว้ภายในกล่องพลาสติกถนอมอาหาร Super Lock ได้ยาวนานกว่ากล่องทั่วไป และฝาล็อกปิดได้แนบสนิท ทำให้สามารถเก็บกิมจิที่หมักดองซึ่งมีน้ำและของเหลวได้โดยไม่หก ไม่รั่ว ไม่ซึม อีกทั้งยังทนต่ออุณหภูมิร้อนและเย็น สูงสุด -20 ถึง 120 องศาเซลเซียส สามารถนำเข้าตู้เย็นและไมโครเวฟได้
สูตรพร้อมวิธีทำกิมจิเกาหลี
หลังจากที่ทุกคนได้ทราบแล้วว่าก่อนที่เราจะทำกิมจิกัน จะต้องใช้และเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง ต่อมาเราก็จะมาบอกสูตรทำกิมจิเกาหลีแบบง่ายๆ ทำกินเองได้ที่บ้าน และถ้าทุกคนอยากจะรู้ว่ากันแล้วว่าทำง่ายขนาดไหน ก็เตรียมตัวจดสูตรที่เรานำมาฝากและไปตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบกันได้เลยค่ะ รับรองว่าอร่อยฟินแถมได้สุขภาพดีด้วยนะ
กิมจิผักกาดขาว
และมาถึงสูตรทำกิมจิเกาหลีสูตรแรก ที่เชื่อว่าส่วนผสมกิมจิสูตรนี้ทุกคนต้องหาซื้อได้ง่ายและทำตามได้แน่นอน โดยเรามาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าจะต้องเตรียมวัตถุดิบอะไร และมีขั้นตอนวิธีทำกิมจิผักกาดขาวอย่างไรบ้าง

ส่วนผสมกิมจิผักกาดขาวที่ต้องเตรียม
ส่วนผสมกิมจิผักกาดขาวที่ต้องเตรียม
และส่วนผสมกิมจิผักกาดขาวที่เราจะต้องใช้ ถ้าเห็นแวบแรกหลายๆคนอาจจะตกใจว่าทำไมถึงเยอะขนาดนี้ แต่ขอบอกเลยว่าหาซื้อได้ง่ายๆตามห้างสรรพสินค้าหรือตลาดนัดค่ะ ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูกันเลยค่ะ
- แป้งข้าวเจ้า
- สาลี่นอก 1 ลูก (ใช้สาลี่ไทยหรือใช้แอปเปิ้ลแทนได้)
- หอมหัวใหญ่ 1 หัว
- กระเทียมแกะเปลือก 1/2 ถ้วยตวง
- ขิงหั่นแว่น 5 แว่น, น้ำปลา 10 ช้อนตวง
- น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 2 ช้อนตวง
- พริกชี้ฟ้า 1 ถ้วยตวง
- ผักกาดขาว 2 หัว (หัวละ 1 กิโลกรัม)
- แครอท 1 หัวใหญ่
- หัวไชเท้า 1 หัวใหญ่
- ต้นหอม 2 มัดใหญ่
- น้ำเปล่า 200 ml
- แป้งข้าวเจ้า 3 ช้อนตวง
วิธีทำกิมจิผักกาดขาว

เริ่มขั้นตอนในการหมักกิมจิ แบบง่ายๆ
- นำผักกาดขาว และต้นหอมหั่นให้เรียบร้อย นำไปแช่น้ำทำความสะอาดในน้ำเปล่า 10 ลิตร และเบกกิ้งโซดา ½ ช้อนโต๊ะ แช่ไว้ 15 นาที เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำเปล่าและสะเด็ดน้ำขึ้น
- จากนั้นนำผักกาดขาวหมักกับเกลือป่น ใส่ให้ทั่วแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง โดยต้องคอยมาคลุกเคล้าส่วนผสมกิมจิทั้งหมดทุกๆ 30 นาที
- นำต้นหอมที่ล้างไว้มาหั่นเป็นท่อนๆ ให้เรียบร้อย จากนั้นนำแครอทและหัวไชเท้าล้างและปลอกเปลือกให้สะอาด หลังจากนั้นหั่นซอยเป็นเส้น
- ทำแป้งกวนสำหรับหมักกิมจิ โดยเทน้ำเปล่า และแป้งข้าวเหนียวลงไปในหม้อ คนให้เข้ากัน และนำไปกวนจนแป้งสุกดี โดยใช้ไฟอ่อน เมื่อสุกแล้วพักให้เย็นตัว
- นำผักกาดที่แช่ไว้ครบ 2 ชั่วโมงมาล้างน้ำเปล่าให้สะอาด
- เริ่มหมักกิมจิ ด้วยการนำหอมหัวใหญ่หั่นเป็นชิ้นเล็ก สาลี่ กระเทียมจีนปลอกเปลือก ขิงหั่นแว่น น้ำปลา ปั่นให้ละเอียดเข้ากัน เทใส่กะละมัง
- จากนั้นใส่น้ำตาลทรายไม่ฟอกสี พริกเกาหลีแบบหยาบและแบบละเอียด และแป้งกวนที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นชิมรสชาติให้ได้ตามชอบ
- ต่อมาใส่ต้นหอม หัวไช้เท้า แครอท ลงไปในน้ำหมักกิมจิที่เตรียมไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน สุดท้ายค่อยๆ ใส่ผักกาดขาวลงไป และคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง
- หลังจากนั้นก็นำกิมจิที่ใส่ในกล่องถนอมอาหารที่มีฝาปิดล็อคแนบสนิท และตั้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลา 5 ชั่วโมง และนำไปแช่ตู้เย็นต่ออีก 1 คืน แค่นี้ก็จะได้กิมจิรสชาติสุดอร่อยไว้รับประทานแล้ว (หากชอบรสเปรี้ยวมากให้ตั้งไว้ข้างนอก 1 คืน)
กิมจิแตงกวา
ต่อมาจะเป็นสูตรทำกิมจิแตงกวาที่ทำง่ายไม่แพ้กับการทำกิมจิผักกาดขาวเลยค่ะ แต่ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างกับผักกิมจิกาดขาวแน่นอน ใครที่เบื่อการทานกิมจิผักกาดขาวแล้วก็ลองมาทำกิมจิแตงกวากันได้นะคะ
ส่วนผสมกิมจิแตงกวาที่ต้องเตรียม
ก่อนที่เราจะไปเริ่มลงมือทำกิมจิแตงกวากันนั้น ขั้นแรกเราจะต้องมาเตรียมส่วนผสมกิมจิกันก่อนดีกว่าค่ะ โดยส่วนผสมกิมจิแตงกวานี้ เชื่อว่าวัตถุดิบบางอย่างจะต้องมีติดอยู่ในครัวหรือตู้เย็นของคุณอย่างแน่นอน ดังนี้
- แตงกวา 6 กิโลกรัม
- ต้นหอม 3 ต้น
- ขิงสับ 2 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมสับ 6 กลีบ
- เกลือป่น 2+1/4 ช้อนชา
- พริกป่นเกาหลี 2 ช้อนโต๊ะ
- ซอสถั่วเหลือง หรือน้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า 1 ถ้วย
วิธีทำกิมจิแตงกวา
- เริ่มต้นด้วยการหั่นแตงกวาให้เป็นแท่งยาว แล้วนำใส่ลงในกะละมังผสม
- หลังจากนั้นทำการโรยเกลือ พริกป่นใส่ลงไป แล้วตามด้วยกระเทียม ขิงสับ ต้นหอม และเทซอสถั่วเหลืองหรือน้ำปลาตามลงไป แล้วทำการนวดส่วนผสมกิมจิทั้งหมดให้เข้ากัน
- มาถึงขั้นตอนสุดท้ายก็คือให้เราทำการตักกิมจิใส่ขวดโหล เติมน้ำเปล่าลงไปแล้วปิดฝาให้สนิท นำไปแช่ในตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืน เพียงเท่านี้ก็ได้กิมจิทำเองง่ายๆอร่อยได้ที่บ้านแล้ว
กิมจิหัวไชเท้า
ผ่านไปแล้วถึง 2 สูตรด้วยกันนะคะ ต่อมาก็จะเป็นสูตรที่ 3 นั่นก็คือสูตรทำกิมจิหัวไช้เท้านั่นเองค่ะ รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กิมจิสูตรอื่นๆเลยล่ะ ซึ่งจะต้องใช้ส่วนผสมกิมจิและวิธีทำอย่างไรนั้น มาดูกันเลยค่ะ
ส่วนผสมกิมจิหัวไชเท้าที่ต้องเตรียม
ในการทำกิมจิหัวไช้เท้านี้ ก็จะมีส่วนผสมกิมจิที่แตกต่างจากกิมจิชนิดอื่นๆอยู่เล็กน้อยด้วยค่ะ โดยจะต้องเตรียมส่วนผสมทั้งหมด ดังนี้
- หัวไช้เท้า 2 หัว
- หอมใหญ่หั่นเต๋า 1/2 หัว
- กระเทียม 4 กลีบ
- ขิงสับ 1 แง่ง
- ข้าวสวยหุงสุก หรือมันฝรั่งบด 1 ช้อนโต๊ะ
- นมสด 5 ช้อนโต๊ะ
- พริกป่นเกาหลี 6 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสกะปิ (Shrimp Sauce)3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
วิธีทำกิมจิหัวไชเท้า
- ขั้นแรกให้เราเริ่มปอกเปลือกหัวไช้เท้าให้เรียบร้อย แล้วทำการหั่นหัวไช้เท้าให้เป็นลูกเต๋าใส่ลงในกะละมังผสม
- ทำการโรยเกลือใส่ลงไป แล้วปล่อยทิ้งไว้ 45 นาทีหรือจนถึง 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้ทำการล้างด้วยน้ำสะอาดจนหายเค็ม แล้วสะเด็ดน้ำออก
- นำกระเทียม ขิง หอมใหญ่ ข้าวสวย และนมสดลงไปในเครื่องปั่น แล้วปั่นส่วนผสมกิมจิทั้งหมดให้ละเอียด
- เมื่อปั่นจนละเอียดแล้วให้เทใส่ลงในกะละมังผสม แล้วเติมพริกป่นเกาหลี น้ำตาลทราย น้ำปลา และซอสกะปิตามลงไป แล้วผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วพักไว้ 5 นาที
- เมื่อครบเวลาที่กำหนด ให้เรานำหัวไช้เท้าที่สะเด็ดน้ำออกแล้วใส่ลงไป แล้วทำการนวดส่วนผสมกิมจิทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วชิมรสชาติว่าได้ตามใจชอบแล้วหรือยัง หลังจากนั้นตักใส่ขวดโหล วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 2 วัน หลังจากนั้นค่อยนำไปเข้าตู้เย็นต่ออีกประมาณ 5-6 วัน เพียงเท่านี้ก็ได้กิมจิหัวไช้เท้าอร่อยๆเอาไว้รับประทานที่บ้าน ไม่ต้องไปไกลถึงเกาหลีแล้วค่ะ
กิมจิต้นหอม
และมาถึงสูตรทำกิมจิเกาหลี สูตรสุดท้ายกันแล้วนะคะ นั่นคือสูตรทำกิมจิต้มหอมที่อร่อยและสามารถทำได้ง่ายๆ เช่นกัน แถมยังเก็บไว้รับประทานได้นานถึงเกือบ 1 เดือน ซึ่งจะต้องเตรียมส่วนผสมกิมจิ และมีขั้นตอนวิธีทำกิมจิต้นหอม ดังนี้
ส่วนผสมกิมจิต้นหอมที่ต้องเตรียม
สำหรับส่วนผสมกิมจิหลักๆ ก็จะเป็นต้นหอม และวัตถุดิบอื่นๆที่สามารถหาได้ง่ายๆในครัวเลยค่ะ ถ้าอยากทราบกันแล้วว่าจะต้องเตรียมอะไรบ้าง ก็ตามมาดูกันเลย
- ต้นหอม 1 กิโลกรัม
- หัวหอมใหญ่ 1/2 หัว
- สาลี่ 1/2 ลูก
- ข้าวสวย 1/2 ถ้วยตวง
- กระเทียม 15 กลีบ
- ขิงแก่ 3 แว่น
- พริกชี้ฟ้าแดง 2 เม็ด
- เกลือ 1 ช้อนชา
- พริกป่นเกาหลี 1 ถ้วยตวง
- น้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 1/2 ถ้วยตวง
- งาขาวคั่วตามความเหมาะสม
วิธีทำกิมจิต้นหอม
- ทำการตัดรากต้นหอมออก ถ้าหากต้นไหนที่มีรากติดกันให้ทำการแกะออกจากกัน แล้วทำการตัดบริเวณปลายต้นหอมออกจนครบทุกต้น
- นำเอาต้นหอมไปล้างน้ำสะอาด แล้วสะเด็ดน้ำออกพักไว้ในกะละมังประมาณ 5 นาที
- หลังจากนั้นราดน้ำปลาลงไปให้ทั่วบริเวณใบและส่วนหัวต้นหอม แล้วพักทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง พอถึงเวลาให้ทำการกลับด้านต้นหอมอีกฝั่งแล้วพักทิ้งไว้อีก 1 ชั่วโมงเช่นเดิม
- เมื่อทำการกลับด้านต้นหอมทั้งสองฝั่งแล้ว จะเหลือน้ำปลาที่ใช้ราดต้นหอมอยู่ ให้เราทำการเทใส่ภาชนะเก็บเอาไว้เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในการทำเครื่องหมักกิมจิต่อ
- ต่อมาให้เรานำพริกชี้ฟ้าแดง หัวหอมใหญ่ สาลี่มาหั่นให้เป็นเต๋า แล้วเอาใส่เครื่องปั่น ตามด้วยกระเทียม ขิงแก่ ข้าวสวย และน้ำปลาที่เก็บไว้ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ปั่นรวมกันให้ละเอียด
- เทส่วนผสมกิมจิที่ปั่นแล้วลงในกะละมัง แล้วใส่เกลือ พริกป่นเกาหลี น้ำตาล ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
- นำเครื่องกิมจิที่ทำเสร็จแล้ว ทาไปยังต้นหอมให้ทั่วทั้งต้น แล้วทำการเก็บไว้ในกล่องพลาสติกแล้วโรยด้วยงาขาวตามชอบ
- ต่อมาให้เทน้ำเปล่าลงไปยังกะละมังผสมที่มีเครื่องกิมจิติดอยู่ แล้วปาดเครื่องกิมจิราดลงไปยังกิมจิต้นหอมที่วางอยู่ในกล่องอีกครั้ง แล้วทำการปิดฝากล่องที่มีฝาปิดล็อคแนบสนิท วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 8-10 ชั่วโมง หลังจากนั้นเก็บเข้าตู้เย็นเป็นอันเสร็จค่ะ
วิธีเก็บรักษากิมจิ

เก็บกิมจิทำเองให้อยู่ได้นานขึ้น ปลอดภัยไร้แบคทีเรีย
หลังจากที่ทุกคนได้ทราบว่าจะต้องเตรียมอุปกรณ์ และสูตรทำกิมจิเกาหลี รวมถึงส่วนผสมกิมจิ ทั้ง 4 สูตรอย่างไรแล้ว ต่อมาเราก็จะขอแนะนำวิธีการเก็บรักษากิมจิให้อยู่ได้นานขึ้น แถมคงความอร่อยของกิมจิเอาไว้ให้เหมือนตอนที่เราพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ แถมปลอดภัยไร้แบคทีเรีย ด้วยวิธีการนี้
เก็บในตู้เย็น

เลือกเก็บกิมจิทำเอง เอาไว้ในตู้เย็น
สาเหตุที่ต้องทำการเก็บรักษากิมจิเอาไว้ในตู้เย็นนั้นก็เพราะว่า เมื่อเราทำการหมักกิมจิจนถึงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ภายในผักรวมถึงส่วนผสมกิมจิอื่นๆ ก็จะมีเชื้อแบคทีเรียแล็กโทบาซิลลัสที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ในกิมจิ เราก็จะนำกิมจิเก็บเข้าตู้เย็นเพื่อรักษาอุณหภูมินี้ให้เชื้อแบคทีเรียที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงรสชาติความอร่อยของกิมจิยังคงอยู่ต่อไปนั่นเองค่ะ
โดยเราขอแนะนำให้เลือกใช้กล่องถนอมอาหารจาก Super Lock ที่สามารถนำเข้าตู้เย็น หรือช่องฟรีซได้ เพราะมีความทนทานแม้อยู่ในอุณหภูมิร้อนและเย็น สูงสุด -20 และ 120 องศาเซลเซียสนั่นเอง รวมถึงยังมีเทคโนโลยีพิเศษล็อก 2 ชั้น ทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ และมีไมโครแบนสามารถช่วยยับยั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าจะช่วยถนอมกิมจิที่เราทำให้ปลอดภัยจากแบคทีเรีย
สรุปได้ว่าการทำกิมจิของชาวเกาหลีนั้น มีขั้นตอนการทำหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ส่วนผสมกิมจิหรือวิธีทำกิมจิที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล แต่ละภูมิภาค โดยเราก็สามารถทำกิมจิกินเองได้ง่ายๆที่บ้าน ไม่ต้องไปไกลถึงเกาหลี เพียงแค่ทำตามขั้นตอนและวิธีการด้านบนที่เราได้กล่าวถึงไปแล้วนั่นเองค่ะ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับทุกๆคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://bit.ly/3iiDNwE
สามารถหาซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หรือทางออนไลน์ได้ที่
Shopee : bit.ly/2MoIClV
Lazada : bit.ly/3AckxtJ
และทางเว็บไซต์ shop.micronware.co.th นะคะ
#SuperLockSuperCare #เก็บทุกความใส่ใจเก็บไว้ในSuperLock
————————————————–
One thought on “เคล็ดลับวิธีการทำกิมจิให้เป็นเรื่องง่ายๆ! ทำกินเองได้ที่บ้าน”